Yamapi

2007/Mar/07

Style
ภายใต้หน้ากากอันอ่อนหวาน คือยามะพีที่ซ่อนไปด้วยความเร่าร้อนและความกล้าหาญ ความเหมาะสม ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน วิธีการแต่งตัว การใช้เงิน การแสวงหาสิ่งต่างๆมาเป็น "สไตล์ของผม" ปี 2007 นี้ยามะพีก็จะทำให้สุดกำลัง

ตอนเช้า พอลืมตาตื่นมาก็กินคอนเฟล็กซ์ครับ เสื้อผ้าในวันนี้ก็ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อแจ็คเก็ตและรองเท้าบู๊ตครับ รู้สึกว่าตื่นเต็มที่ก็จนเมื่อตอนที่เปิดประตูตรงเก็งคังออกไปใช้เวลาไปได้ 30 นาที ส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนี้ประจำครับ เวลาที่เลือกเสื้อผ้าอะไรได้ก็ใส่ทันที ไม่ได้เลือก เลยก็มีเหมือนกัน "อยากใส่แจ็คเกตตัวนี้จังแต่ว่าเปลี่ยนดีกว่าเพราะมันไม่เข้ากับกางเกงตัวนี้" ก็มีแล้วก็เปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ ตอนนอนส่วนใหญ่นั้น ก็จะใส่กางเกงแล้วก็ไม่ใส่เสื้อนอนครับ ก่อนนอนก็จะแปรงฟันก่อนเสมอ อาบน้ำช่วงนี้ก็จะอาบตอนกลางคืน ตื่นเช้ามาก็จะออกไปแบบที่ยังไม่ได้อาบน้ำ

ช่วงนี้เสื้อผ้าที่ใส่ก็จะเป็นแบบsilhouette(โทนขาวดำ)เป็นสำคัญครับ ชอบกางเกง(ยีนส์)รัดรูปครับ แบบที่ใหญ่ๆไม่เคยลองครับ กางเกงรัดรูปนั้นให้ความรู้สึกเหมาะกับแจ็คเก็ตดีครับ ช่วงนี้ก็มีเสื้อผ้าที่อยากได้แต่ส่วนใหญ่ก็แพง ก็ลังเลว่อยู่รอบนึงว่าจะเข้าไปซื้อมั๊ย หลังจากนั้นก็เลยลองไปร้านอื่นดู แล้วก็มีของที่เหมือนกันเลย ผมคิดว่า "เนี่ยเป็นโชคชะตาเลยนะ" แล้วก็ซื้อทันทีเลยล่ะครับ เรียนมหาลัยก็ใส่อะไรก็ได้ แต่ตอน ม.ปลาย ต้องใส่ยูนิฟอร์มใช่มั๊ย ในกฏของโรงเรียนบอกไว้ว่าเอาเสื้อออกนอกกางเกงได้แค่ตัวเดียว แต่ผมเอาออกสองตัวเอย อาจารย์ก็มาเลย รีบเอาเสื้อใส่ในกางเกงเลยล่ะครับ กางเกงส่วนใหญ่ก็จะต่ำกว่าเอว พออาจารย์เห็นปุ๊บ ก็รีบตอแหลไปเลยว่า "ผมอ่ะ ขากางเกงมันสั้นครับ" เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่ได้ผิดระเบียบครับ ผมคิดว่าการได้ใส่ยูนิฟอร์มแบบของตัวเองเนี่ยมันดีจังเลย ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายเลยครับ

ตอนที่ไปกินข้าวกับเพื่อนผู้ชาย ถ้าผมมีเงินผมก็จะเลี้ยงข้าวเพื่อน เพราะอย่างนี้ก้เลยมีบ้างที่เพื่อนจะเลี้ยงข้าวตอบ ตอนที่ไปกับรุ่นพี่มีครั้งนึงเคยถามว่า "เท่าไหร่เหรอครับ" แต่ว่าเขาก็เลี้ยงซะเป็นส่วนใหญ่เลยแหล่ะ โดยปกติก็จะไม่มีเด็กผู้หญิงไปด้วย ตอนที่อยู่ชั้น ม.ต้น แม่จ๋าสอนเอาไว้ว่า "ถ้าไปกินข้าวกับเด็กผู้หญิงเมื่อไหร่ ต้องเป็นคนเลี้ยงนะรู้มั๊ย" "ครับ เข้าใจแล้ว" ตั้งแต่นั้นก็ทำตามที่แม่สอนตลอด ตอนที่ยุ่งๆ ก็กินข้าวตอนที่พักจากงานก้เยอะครับ ถ้าเกิดว่าไม่มีเวลาจริงๆ ก็จะกินไประหว่างที่นั่งรถไปเลยล่ะ ไม่ค่อยชอบเลยครับ ถ้าเกิดว่าเป็นแซนด์วิชก็ไม่เป็นไรหรอกนะ ถ้าเกิดว่าทำได้ล่ะก็อยากจะแบ่งเวลางานซักนิดนึงแล้วไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะ ถ้าเกิดว่าไม่มีเวลาก็ไม่อยากที่จะรีบกินน่ะครับ ในเวลาที่รู้สึกว่าหิวนิดหน่อยก็จะทนเอาไว้ ถ้าเกิดว่ากินตอนอยู่บนรถความอร่อยมันจะลดลงครึ่งนึงเลยล่ะ

สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือเพื่อน ตอนที่รู้สึกแย่ก็โทร.หาเพื่อน ในตอนที่รู้สึกแย่ก็จะส่งเมล์ไปว่า "วันนี้รู้สึกแย่จัง จะได้รับกำลังใจจากใครมั๊ยน๊า" แล้วก็จะมีเมล์ตอบกลับมาเป็นคำพูดตลกๆ (หัวเราะ) ตอนที่รู้สึกแย่อย่างรุนแรงก็มี แต่หลังจากนั้นก็หัวเราะแล้วก็ทำให้แข็งแรงขึ้นมานิดหน่อยจนได้ นี่แหล่ะความสัมพันธ์ของเด็กผู้ชายล่ะครับ

ช่วงที่ถ่ายทำเบียกโคไตที่เกียวโต ตอนที่อยู่คนเดียวก็โทร.หาเพื่อน ช่วงเวลาที่โดดเดี่ยวผมคิดว่าเพื่อนเนี่ยดีที่สุดเลยนะ ทำให้รู้สึกขอบคุณถึงการมีชีวิตอยู่เลยล่ะครับ ในทางกลับกัน ในกรณีของผมถ้าเพื่อนมีปัญหาแล้วมาปรึกษา ก็จะให้คำปรึกษาอย่างดี ไม่ใช่แค่พูดว่า "ไม่เป็นไรหรอกนะ" หรอกครับ ก็เคยมีเหมือนกันที่เพื่อนบอกว่า "มีปัญหาอยู่อยากคุยโทรศัพท์จัง" ผมก็จะโทรไปหาเลยล่ะครับ ในเวลาอย่างนั้นถึงแม้ว่าจะเหนื่อยกับงานแต่ก็จะทำเพื่อเพื่อนครับ ถ้าเกิดว่า "ในเวลาที่ผมเศร้า ก็มีเพื่อนที่เศร้าเหมือนกัน จะทำยังไง" ถ้าเกิดในวันถัดไปมีซฉากยากๆ ก็จะขอโทษเพื่อนหรือไม่ก็อาจจะไม่คุยโทรศัพท์นานๆแ แต่ว่าถ้าเกิดยังโดนรั้งไว้ก็จะบอกเหตุผลไปว่า "พรุ่งนี้มีฉากที่ยาก เพราะฉะนั้นเสร็จฉากนี้แล้วจะโทร.หานายทันทีนะ" ไม่อยากจะแตกหักกับเพื่อนเพราะเพื่อนที่ยังไม่เข้าใจถึงเหตุผลแล้วก็เลิกคบกันไปนะครับ ผมได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อเพื่อนเศร้า ผมอยู่อยากจะช่วยเหลือเขาเหมือนกัน

จนถึงวันเรียนจบก็จะเหลืออีก 1 ปี แน่นอนว่าผมอยากที่จะจบการศึกษา ความคิดที่ว่า "อย่าเพิ่งไม่ได้เหรอ" จริงๆแล้ว ก็มีไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็ให้มันผ่านพ้นไปเรื่อยๆ เพราะผมไม่อยากจะพ่ายแพ้ต่อตัวเอง ถ้าเริ่มแล้วล่ะก็อยากจะไปถึงเป้าหมายด้วย ถ้าเป็นเรื่องที่ตัวเองทำได้ล่ะก็จะไม่ยอมหยุดง่ายๆหรอก ถ้าเกิดว่าปามันออกไปแล้วยังไงเราก็หยุดมันไม่ได้ในระหว่างทางอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เเรื่องครอบครัวกับงาน งานนั้นก็เป็นสิ่งที่หอมหวานไม่ใช่รึไง ตอนที่เป็นนักเรียน ม.ปลายน่ะมันเข้มงวดกว่าตอนนี้อีกนะ ในตอนนั้นเพื่อนก็บอกให้เรียนหนังสือ ก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ตอนที่เรียนหนังสือกับเพื่อน ตอนที่เรียนอยู่เพื่อนก็เอาเกมส์ขึ้นมาเล่นด้วย ในตอนนั้นผมคิดว่า "จนกว่าขะถึงพรุ่งนี้ ถ้ายังจำไม่ได้ก็จะไม่เล่นแน่นอน" แล้วก็อ่านหนังสือต่อ อยากจะจำให้ตรงกับข้อสอบทั้งหมด แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นก็ทำไม่ได้อยู่แล้วใช่มั๊ย พอเป็นอย่างงี้ก็หยุดหงิดเลยล่ะ เรื่องเกมส์น่ะเอาไว้เล่นหลังจากเรียนเสร็จแล้วดีกว่า ในตอนสอบจะมีพวก "แย่แล้ว ทำไม่ได้เลย" ก็มี พวกที่ "น่าจะจำตรงนี้มานะ"ก็มี ผมเองถ้าเป็นไปได้ล่ะก็อยากจะมีความรู้สึกที่ทำได้ 100 คะแนน ไม่เคยมีความคิดที่ว่า "ก็มาถึงแค่นี้แล้ว ก็ช่วยไม่ได้" เลยครับ

เพราะว่าไม่อยากจะมารู้สึกเสียใจในภายหลัง เรื่องเรียนหรือเรื่องงานก็จะทำสุดกำลังครับ ถ้าเกิดว่า มีความคิดที่ว่า "เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าเป็นแบบช่วงเวลาอย่างตอนนั้น" แล้วก็เอาช่วงเวลาที่เจ็บปวดในอดีตมาใช้ แม้ว่าผมลัพธ์ที่ออกมามันจะไม่ราบรื่นแต่ก็จะทำใจยอมรับได้ ถ้าเกิดว่าทำอะไรสุดกำลัง มันจะใช้ energy เนอะ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ถึงแม้ว่าบางทีอาจจะทำได้แค่ 80 เปอร์เซนต์ ตอนที่มีความรู้สึกว่า "วันนี้ไม่มีพลังเลยแฮะ" ก็จะรู้สึกว่าตัวเองเนี่ยมันไม่เอาไหนเลย ไม่ว่าจะงานแบบไหนก็จะต้องทำให้เต็มที่เหมือนกันครับ แต่ว่าคนอื่นๆที่ดูเหมือนว่าพยายามแต่ทำด้วยมือข้างเดียว มันก็เป็นเพียงแค่ 50 เปอร์เซนต์ไม่ใช่เหรอ แต่ว่าเพราะว่าเป็นคนอื่น ก็คงจะมีคนที่แม้ว่าทำด้วยมือข้างเดียวแต่พลังก็ออกมา 100 เปอร์เซนต์น่ะนะ เพราะว่าไม่อยากจะสูญเสียตัวเอง ผมจะไม่โกหกตัวเองครับ พอเกิดมาแล้วไม่ว่ายังไงก็ต้องตาย เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทำได้ก็อยากจะทำเสียตอนนี้เลย ผมนั้น ตอนที่ตายก็จะหันกลับมามองชีวิตของตัวเอง แล้วก็อยากจะคิดว่า "ขอบคุณนะ อยากจะได้เกิดมาเป็นผมอีกจัง"

ปี 2007 ก็อยากจะให้เป็นปีที่ดีกว่าปีที่แล้ว ทุกปี อยากจะให้ดีกว่าปีก่อนๆ อยากจะให้ปีนี้เป็น "ปีที่ดีที่สุด" ช่วงที่ถ่ายทำเบียกโคไตมีที่ต้องเปียกโชกไปทั้งตัวแล้วก็ต่อสู้กับความหนาวเย็น จนถึงตอนนี้ เป็นอะไรที่ลำบากสุดๆเลยล่ะครับ จากนี้ไปความลำบากนี้ก็จะเป็นความทรงจำที่ผมไม่ลืมเลือนเลยครับ เพื่อที่จะได้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้ ตัวผมเองนั้นที่เป็นอย่างนี้คงเพราะอาจจะเริ่มเติบโตขึ้นทีละเล็กทีละน้อยแล้ว ปีนี้ก็ให้กำลังใจแล้วก็ฝากตัวด้วยนะครับ

.

.

.
มันยาวมากเลยนะ ไม่รู้ว่าจะมีตรงไหนที่พิมพ์ผิดบ้าง
ยังไงก็ขอโทษด้วยนะคะ

.

.

ปล. เป็นไง เฮดบล็อกของชั้น สะใจๆ หุหุ

.

.


ถึงคุณ นันโนะ นะคะ
เรื่องแพมเฟลตนั้น
ตามเว็บบอร์ดอื่นน่าจะเอาของคนอื่นมาลงด้วยนะ เราขอโทษจริงๆ
อาจจะแค่เอาแมสเสจของคนอื่นที่มีถึงยามะพีมาอีดิทเพิ่ม
แต่ว่าก็ขอบคุณมากๆนะคะ ที่เข้ามาอ่าน เราดีใจมากๆเลย ทุกคนเลยน๊า

.

.

.

2007/Mar/06

ถึงแม้ว่า NEWS จะเริ่มกลับมาตั้งแต่คอนเสิร์ตเค้าน์ดาวน์ ที่โตเกียวโดม แต่ว่าในตอนนั้นผมยุ่งมากจริงๆ จริงๆนะ ผมไม่ได้มีความทรงจำกับมันมากนัก แต่การที่มีรุ่นพี่และแฟนเพลง 55000 คนที่ต้อนรับการเกิดใหม่ของพวกเรา ผมมีความสุขมากครับ จากนี้ไป ผมอยากจะสามารถทำสิ่งมหัศจรรย์ไม่ให้หยุดเลยล่ะ และตอบแทนทุกคนที่ต้อนรับเราด้วยหัวใจที่อ่อนโยน แม้ว่าจะมีหลายสิ่งหลายอย่างแย่ๆเกิดขึ้นในปีที่แล้ว แต่ว่าตอนนี้ได้ก้าวผ่านมันไปได้แล้วครับ ไม่มีสิ่งใดให้กลัวอีกต่อไปแล้วครับ พอพยายามมองกลับไปในอดีต ชีวิตของผมก็เป็นแบบนี้ล่ะ แม้ว่าจะมีช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าอันตรายและมีบางทีที่ผมคิดว่ามันแย่มาก แต่ผมได้ใช้มันให้เป็นโอกาสและเปลี่ยนให้มันเป็นทางที่ดี มันเหมือนกับสิ่งที่ทำซ้ำหลายๆครั้ง อย่างเช่น จะทำอย่างไรเมื่อเชือกรองเท้าหลุด ในเวลาอย่างนั้น ผมจะผูกเชือกรองเท้าให้แน่นขึ้นอีกครั้งและก้าวเดินต่อไป ทำอย่างนี้จะแน่นขึ้นกว่าเมื่อก่อน และเชือกรองเท้าก็จะไม่หลุดง่ายๆ ถ้าเกิดว่ามันยังหลุดอีกล่ะก็ ก็แค่ผูกมันให้แน่นขึ้นอีกครั้ง ทำอย่างนี้มันก็จะแข็งแรงขึ้น แข็งแรงขึ้นครับ


ปีที่แล้วผมทำงานหลายอย่างด้วยตัวคนเดียว แต่ก็ต้องขอบคุณ เพราะมันทำให้มีความทรงจำว่าได้ต่อสู้ด้วยตัวเองอย่างไร และยังจะความรู้ที่ได้รับการฝึกฝนที่ไม่เคยได้ที่ไหนมาก่อนอีกด้วย ความปรารถนาที่จะปกป้องสมาชิกทุกคนให้แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากจะเป็นคนเดียวใน NEWS ที่เป็นผู้นำ ถ้าแม้ว่าผมได้เดินตัวคนเดียวอยู่ทางข้างหน้า โดยไม่คำนึงถึงว่าสมาชิกคนอื่นจะสามารถจับต้องด้านหลังของผมได้หรือไม่ มันเป็นการเห็นแก่ตัว แต่ผมคิดว่าในท้ายที่สุดแล้วจะต้องดีมากๆ ถ้าเกิดว่าทุกคนสามารถจับต้องซึ่งกันและกันได้


ผมคิดว่าจากนี้ไป NEWS จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ แต่มันไม่ใช่เจาะจงอย่าง เราจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรืองานแบบไหนที่เราอยากจะทำ มันแปลกไม่ใช่เหรอที่เราจะแสดงเป้าหมายอย่างนั้นออกมา เพราะฉะนั้นมันดีเสียกว่า แค่เรารวบรวมและมีความพยายามในงานข้างหน้า ละครก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าผมจะสามารถเรียกร้องว่า อยากจะเล่นบนนี้นะ แต่มันคือทำอย่างไรที่จะทำให้งานสำเร็จหลังจากที่ได้รับบทไหนนั้นมันสำคัยกว่า ถ้าเกิดว่าสามารถทำทกอย่างสำเร็จได้โดยปราศจากข้อผิดพลาด หลังจากนั้นมันก็จะเชื่อมโยงไปสู่ขั้นต่อไป เหมือนคอนเสิร์ต ทุกคนชอบคอนเสริ์ต สิ่งที่ปรารถนาจะสามารถเป็นจริงได้ในคอนเสิร์ต เป็นประสบการณ์ที่เพิ่มพูนขึ้น ผมอยากจะให้คอนเสิร์ตของ NEWS ในโตเกียวเสร็จไวๆ ที่ที่เราเริ่มและสิ้นสุดมันอีกครั้ง ถ้าเกิดว่าได้กลับมาเล่นที่นี่อีก จะมีความสุขมากๆเลยครับ เป้าหมายคืออย่างนี้นะ และในวันหนึ่ง ก็จะทำให้จงได้ เพราะว่า ผมเป็นพวกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองพูดให้ได้ (หัวเราะ)


ผมคิดว่าจากนี้ไป ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกทุกคนนั้นแข็งแรงขึ้น จะเห็นได้จากการทำงาน ทุกคนอาจจะค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมงานนะครับ แต่สำหรับผมแล้ว สมาชิกทุกคนคือเพื่อนที่จะร่วมฟันฝ่าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ในอนาคตแม้ว่าทุกคนจะแต่งงาน และมีลูกกันแล้ว ก็อยากจะรักษาไว้ซึ่งความเป็นเพื่อน อยากจะสามารถบอกกับลูกๆอย่างภาคภูมิได้ว่า ตอนที่เรายังเด็กๆ เราทำอย่างนี้กันนะ แม้ว่าความสัมพันธ์ของเราในตอนนี้มันจะยังห่างกันอยู่ แต่เวลาที่เราใช้ร่วมกันนั้นมากขึ้น และมากขึ้นไปอีก ผมคิดว่าเราได้ใกล้ชิดกันเข้าไปอีก ถ้าเกิดว่ามันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ผมก็จะรักษาช่วงเวลาในคอนเสิร์ตเอาไว้ครับ


กับแฟนๆ ทุกคนไม่ได้แค่ต้องการที่จะเห็นพวกเราใกล้ๆบนเวที แต่ต้องการให้โต้ตอบกันได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเราก็จะตอบรับทุกคนและอยู่ด้วยกัน ถ้าเกิดพวกเราแค่ต้องการจะใกล้ชิดกับทุกคน ในที่สุดมันก็จะจบลงเมื่อเราเกิดมีความรู้สึกไม่เติมเต็มซึ่งกันและกันใช่มั๊ย ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นนะครับ อยากจะทำให้ความสัมพันธ์มันลึกซึ้งมากขึ้น และให้ทุกคนทำ