Style
ภายใต้หน้ากากอันอ่อนหวาน คือยามะพีที่ซ่อนไปด้วยความเร่าร้อนและความกล้าหาญ ความเหมาะสม ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน วิธีการแต่งตัว การใช้เงิน การแสวงหาสิ่งต่างๆมาเป็น "สไตล์ของผม" ปี 2007 นี้ยามะพีก็จะทำให้สุดกำลัง
ตอนเช้า พอลืมตาตื่นมาก็กินคอนเฟล็กซ์ครับ เสื้อผ้าในวันนี้ก็ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อแจ็คเก็ตและรองเท้าบู๊ตครับ รู้สึกว่าตื่นเต็มที่ก็จนเมื่อตอนที่เปิดประตูตรงเก็งคังออกไปใช้เวลาไปได้ 30 นาที ส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนี้ประจำครับ เวลาที่เลือกเสื้อผ้าอะไรได้ก็ใส่ทันที ไม่ได้เลือก เลยก็มีเหมือนกัน "อยากใส่แจ็คเกตตัวนี้จังแต่ว่าเปลี่ยนดีกว่าเพราะมันไม่เข้ากับกางเกงตัวนี้" ก็มีแล้วก็เปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ ตอนนอนส่วนใหญ่นั้น ก็จะใส่กางเกงแล้วก็ไม่ใส่เสื้อนอนครับ ก่อนนอนก็จะแปรงฟันก่อนเสมอ อาบน้ำช่วงนี้ก็จะอาบตอนกลางคืน ตื่นเช้ามาก็จะออกไปแบบที่ยังไม่ได้อาบน้ำ
ช่วงนี้เสื้อผ้าที่ใส่ก็จะเป็นแบบsilhouette(โทนขาวดำ)เป็นสำคัญครับ ชอบกางเกง(ยีนส์)รัดรูปครับ แบบที่ใหญ่ๆไม่เคยลองครับ กางเกงรัดรูปนั้นให้ความรู้สึกเหมาะกับแจ็คเก็ตดีครับ ช่วงนี้ก็มีเสื้อผ้าที่อยากได้แต่ส่วนใหญ่ก็แพง ก็ลังเลว่อยู่รอบนึงว่าจะเข้าไปซื้อมั๊ย หลังจากนั้นก็เลยลองไปร้านอื่นดู แล้วก็มีของที่เหมือนกันเลย ผมคิดว่า "เนี่ยเป็นโชคชะตาเลยนะ" แล้วก็ซื้อทันทีเลยล่ะครับ เรียนมหาลัยก็ใส่อะไรก็ได้ แต่ตอน ม.ปลาย ต้องใส่ยูนิฟอร์มใช่มั๊ย ในกฏของโรงเรียนบอกไว้ว่าเอาเสื้อออกนอกกางเกงได้แค่ตัวเดียว แต่ผมเอาออกสองตัวเอย อาจารย์ก็มาเลย รีบเอาเสื้อใส่ในกางเกงเลยล่ะครับ กางเกงส่วนใหญ่ก็จะต่ำกว่าเอว พออาจารย์เห็นปุ๊บ ก็รีบตอแหลไปเลยว่า "ผมอ่ะ ขากางเกงมันสั้นครับ" เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่ได้ผิดระเบียบครับ ผมคิดว่าการได้ใส่ยูนิฟอร์มแบบของตัวเองเนี่ยมันดีจังเลย ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายเลยครับ
ตอนที่ไปกินข้าวกับเพื่อนผู้ชาย ถ้าผมมีเงินผมก็จะเลี้ยงข้าวเพื่อน เพราะอย่างนี้ก้เลยมีบ้างที่เพื่อนจะเลี้ยงข้าวตอบ ตอนที่ไปกับรุ่นพี่มีครั้งนึงเคยถามว่า "เท่าไหร่เหรอครับ" แต่ว่าเขาก็เลี้ยงซะเป็นส่วนใหญ่เลยแหล่ะ โดยปกติก็จะไม่มีเด็กผู้หญิงไปด้วย ตอนที่อยู่ชั้น ม.ต้น แม่จ๋าสอนเอาไว้ว่า "ถ้าไปกินข้าวกับเด็กผู้หญิงเมื่อไหร่ ต้องเป็นคนเลี้ยงนะรู้มั๊ย" "ครับ เข้าใจแล้ว" ตั้งแต่นั้นก็ทำตามที่แม่สอนตลอด ตอนที่ยุ่งๆ ก็กินข้าวตอนที่พักจากงานก้เยอะครับ ถ้าเกิดว่าไม่มีเวลาจริงๆ ก็จะกินไประหว่างที่นั่งรถไปเลยล่ะ ไม่ค่อยชอบเลยครับ ถ้าเกิดว่าเป็นแซนด์วิชก็ไม่เป็นไรหรอกนะ ถ้าเกิดว่าทำได้ล่ะก็อยากจะแบ่งเวลางานซักนิดนึงแล้วไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะ ถ้าเกิดว่าไม่มีเวลาก็ไม่อยากที่จะรีบกินน่ะครับ ในเวลาที่รู้สึกว่าหิวนิดหน่อยก็จะทนเอาไว้ ถ้าเกิดว่ากินตอนอยู่บนรถความอร่อยมันจะลดลงครึ่งนึงเลยล่ะ
สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือเพื่อน ตอนที่รู้สึกแย่ก็โทร.หาเพื่อน ในตอนที่รู้สึกแย่ก็จะส่งเมล์ไปว่า "วันนี้รู้สึกแย่จัง จะได้รับกำลังใจจากใครมั๊ยน๊า" แล้วก็จะมีเมล์ตอบกลับมาเป็นคำพูดตลกๆ (หัวเราะ) ตอนที่รู้สึกแย่อย่างรุนแรงก็มี แต่หลังจากนั้นก็หัวเราะแล้วก็ทำให้แข็งแรงขึ้นมานิดหน่อยจนได้ นี่แหล่ะความสัมพันธ์ของเด็กผู้ชายล่ะครับ
ช่วงที่ถ่ายทำเบียกโคไตที่เกียวโต ตอนที่อยู่คนเดียวก็โทร.หาเพื่อน ช่วงเวลาที่โดดเดี่ยวผมคิดว่าเพื่อนเนี่ยดีที่สุดเลยนะ ทำให้รู้สึกขอบคุณถึงการมีชีวิตอยู่เลยล่ะครับ ในทางกลับกัน ในกรณีของผมถ้าเพื่อนมีปัญหาแล้วมาปรึกษา ก็จะให้คำปรึกษาอย่างดี ไม่ใช่แค่พูดว่า "ไม่เป็นไรหรอกนะ" หรอกครับ ก็เคยมีเหมือนกันที่เพื่อนบอกว่า "มีปัญหาอยู่อยากคุยโทรศัพท์จัง" ผมก็จะโทรไปหาเลยล่ะครับ ในเวลาอย่างนั้นถึงแม้ว่าจะเหนื่อยกับงานแต่ก็จะทำเพื่อเพื่อนครับ ถ้าเกิดว่า "ในเวลาที่ผมเศร้า ก็มีเพื่อนที่เศร้าเหมือนกัน จะทำยังไง" ถ้าเกิดในวันถัดไปมีซฉากยากๆ ก็จะขอโทษเพื่อนหรือไม่ก็อาจจะไม่คุยโทรศัพท์นานๆแ แต่ว่าถ้าเกิดยังโดนรั้งไว้ก็จะบอกเหตุผลไปว่า "พรุ่งนี้มีฉากที่ยาก เพราะฉะนั้นเสร็จฉากนี้แล้วจะโทร.หานายทันทีนะ" ไม่อยากจะแตกหักกับเพื่อนเพราะเพื่อนที่ยังไม่เข้าใจถึงเหตุผลแล้วก็เลิกคบกันไปนะครับ ผมได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อเพื่อนเศร้า ผมอยู่อยากจะช่วยเหลือเขาเหมือนกัน
จนถึงวันเรียนจบก็จะเหลืออีก 1 ปี แน่นอนว่าผมอยากที่จะจบการศึกษา ความคิดที่ว่า "อย่าเพิ่งไม่ได้เหรอ" จริงๆแล้ว ก็มีไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็ให้มันผ่านพ้นไปเรื่อยๆ เพราะผมไม่อยากจะพ่ายแพ้ต่อตัวเอง ถ้าเริ่มแล้วล่ะก็อยากจะไปถึงเป้าหมายด้วย ถ้าเป็นเรื่องที่ตัวเองทำได้ล่ะก็จะไม่ยอมหยุดง่ายๆหรอก ถ้าเกิดว่าปามันออกไปแล้วยังไงเราก็หยุดมันไม่ได้ในระหว่างทางอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เเรื่องครอบครัวกับงาน งานนั้นก็เป็นสิ่งที่หอมหวานไม่ใช่รึไง ตอนที่เป็นนักเรียน ม.ปลายน่ะมันเข้มงวดกว่าตอนนี้อีกนะ ในตอนนั้นเพื่อนก็บอกให้เรียนหนังสือ ก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ตอนที่เรียนหนังสือกับเพื่อน ตอนที่เรียนอยู่เพื่อนก็เอาเกมส์ขึ้นมาเล่นด้วย ในตอนนั้นผมคิดว่า "จนกว่าขะถึงพรุ่งนี้ ถ้ายังจำไม่ได้ก็จะไม่เล่นแน่นอน" แล้วก็อ่านหนังสือต่อ อยากจะจำให้ตรงกับข้อสอบทั้งหมด แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นก็ทำไม่ได้อยู่แล้วใช่มั๊ย พอเป็นอย่างงี้ก็หยุดหงิดเลยล่ะ เรื่องเกมส์น่ะเอาไว้เล่นหลังจากเรียนเสร็จแล้วดีกว่า ในตอนสอบจะมีพวก "แย่แล้ว ทำไม่ได้เลย" ก็มี พวกที่ "น่าจะจำตรงนี้มานะ"ก็มี ผมเองถ้าเป็นไปได้ล่ะก็อยากจะมีความรู้สึกที่ทำได้ 100 คะแนน ไม่เคยมีความคิดที่ว่า "ก็มาถึงแค่นี้แล้ว ก็ช่วยไม่ได้" เลยครับ
เพราะว่าไม่อยากจะมารู้สึกเสียใจในภายหลัง เรื่องเรียนหรือเรื่องงานก็จะทำสุดกำลังครับ ถ้าเกิดว่า มีความคิดที่ว่า "เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าเป็นแบบช่วงเวลาอย่างตอนนั้น" แล้วก็เอาช่วงเวลาที่เจ็บปวดในอดีตมาใช้ แม้ว่าผมลัพธ์ที่ออกมามันจะไม่ราบรื่นแต่ก็จะทำใจยอมรับได้ ถ้าเกิดว่าทำอะไรสุดกำลัง มันจะใช้ energy เนอะ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ถึงแม้ว่าบางทีอาจจะทำได้แค่ 80 เปอร์เซนต์ ตอนที่มีความรู้สึกว่า "วันนี้ไม่มีพลังเลยแฮะ" ก็จะรู้สึกว่าตัวเองเนี่ยมันไม่เอาไหนเลย ไม่ว่าจะงานแบบไหนก็จะต้องทำให้เต็มที่เหมือนกันครับ แต่ว่าคนอื่นๆที่ดูเหมือนว่าพยายามแต่ทำด้วยมือข้างเดียว มันก็เป็นเพียงแค่ 50 เปอร์เซนต์ไม่ใช่เหรอ แต่ว่าเพราะว่าเป็นคนอื่น ก็คงจะมีคนที่แม้ว่าทำด้วยมือข้างเดียวแต่พลังก็ออกมา 100 เปอร์เซนต์น่ะนะ เพราะว่าไม่อยากจะสูญเสียตัวเอง ผมจะไม่โกหกตัวเองครับ พอเกิดมาแล้วไม่ว่ายังไงก็ต้องตาย เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทำได้ก็อยากจะทำเสียตอนนี้เลย ผมนั้น ตอนที่ตายก็จะหันกลับมามองชีวิตของตัวเอง แล้วก็อยากจะคิดว่า "ขอบคุณนะ อยากจะได้เกิดมาเป็นผมอีกจัง"
ปี 2007 ก็อยากจะให้เป็นปีที่ดีกว่าปีที่แล้ว ทุกปี อยากจะให้ดีกว่าปีก่อนๆ อยากจะให้ปีนี้เป็น "ปีที่ดีที่สุด" ช่วงที่ถ่ายทำเบียกโคไตมีที่ต้องเปียกโชกไปทั้งตัวแล้วก็ต่อสู้กับความหนาวเย็น จนถึงตอนนี้ เป็นอะไรที่ลำบากสุดๆเลยล่ะครับ จากนี้ไปความลำบากนี้ก็จะเป็นความทรงจำที่ผมไม่ลืมเลือนเลยครับ เพื่อที่จะได้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้ ตัวผมเองนั้นที่เป็นอย่างนี้คงเพราะอาจจะเริ่มเติบโตขึ้นทีละเล็กทีละน้อยแล้ว ปีนี้ก็ให้กำลังใจแล้วก็ฝากตัวด้วยนะครับ
.
.
.
มันยาวมากเลยนะ ไม่รู้ว่าจะมีตรงไหนที่พิมพ์ผิดบ้าง
ยังไงก็ขอโทษด้วยนะคะ
.
.
ปล. เป็นไง เฮดบล็อกของชั้น สะใจๆ หุหุ
.
.
ถึงคุณ นันโนะ นะคะ
เรื่องแพมเฟลตนั้น
ตามเว็บบอร์ดอื่นน่าจะเอาของคนอื่นมาลงด้วยนะ เราขอโทษจริงๆ
อาจจะแค่เอาแมสเสจของคนอื่นที่มีถึงยามะพีมาอีดิทเพิ่ม
แต่ว่าก็ขอบคุณมากๆนะคะ ที่เข้ามาอ่าน เราดีใจมากๆเลย ทุกคนเลยน๊า
.
.
.